รีวิว The Curious Case of Benjamin Button ชีวิตอัศจรรย์ของเบนจามิน บัตตัน (2008)

The Curious Case of Benjamin Button ชีวิตอัศจรรย์ของเบนจามิน บัตตัน (2008)

หนังประเทศ : สหรัฐอเมริกา

เรื่องย่อ :
The Curious Case of Benjamin Button เล่าเรื่องราวชีวิตของ “เบนจามิน บัตตัน” ชายคนหนึ่งที่เกิดมาพร้อมสภาพร่างกายเหมือนคนแก่วัยร่วงโรย แต่แท้จริงแล้วเพิ่งลืมตาดูโลก เขาเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ “อายุทางร่างกายถอยหลัง” กลับไปเป็นหนุ่ม และค่อย ๆ กลายเป็นเด็กทารกในตอนท้ายของชีวิต ในขณะที่คนรอบตัวรวมถึงโลกใบนี้ต่างเดินหน้าไปข้างหน้าอย่างปกติ

เบนจามินถูกรับไปเลี้ยงโดย “ควีนนี่” หญิงผิวสีใจดีที่ทำงานในบ้านพักคนชรา เขาเติบโตท่ามกลางคนแก่ ทำให้มักรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนใคร จนวันหนึ่งเขาได้พบกับ “เดซี่” เด็กหญิงผมแดงที่มาหายายในบ้านพัก ทั้งสองเกิดผูกพันกันตั้งแต่เด็ก แม้จะมีรูปลักษณ์ต่างกันและเวลาของทั้งคู่เดินคนละทิศทางก็ตาม

เมื่อโตขึ้น เบนจามินออกเดินทางไปทำงานบนเรือ เดินทางรอบโลก พบรักชั่วคราว ผจญสงคราม และได้สัมผัสแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิตมากมาย ก่อนจะหวนกลับมาหาเดซี่อีกครั้งในวัยที่รูปลักษณ์ทั้งคู่ “มาบรรจบกันตรงกลาง” คือเขากำลังหนุ่มขึ้น และเธอกำลังเติบโตเป็นหญิงสาวอย่างเต็มตัว ความรักของทั้งสองจึงเริ่มต้นอย่างแท้จริงในช่วงเวลาที่สั้นและเปราะบางอย่างยิ่ง

บทความรีวิว :
หนังเรื่องนี้คือการผสมกันอย่างลงตัวระหว่างโรแมนติก ดราม่าชีวิต และแฟนตาซีเชิงปรัชญา ภายใต้การกำกับของ David Fincher ที่ปกติถนัดหนังหม่น ดิบ และจริงจัง แต่ใน Benjamin Button เขาเลือกใช้โทนอ่อนโยน อบอุ่น และเศร้าลึก ๆ แทน

โครงสร้างเรื่องเล่าผ่านการอ่านบันทึกของเบนจามินในช่วงเฮอริเคนแคทรีนากำลังถล่มนิวออร์ลีนส์ ทำให้เรื่องราวดูเหมือน “ไดอารี่ชีวิต” ที่ถูกเปิดทีละหน้า เราเห็นทั้งความเหงาของคนที่ต่างจากคนอื่น ความตื่นตาเมื่อลองออกไปเจอโลกกว้าง ความหวั่นไหวเมื่อได้รักครั้งใหญ่ และความกลัวตอนต้องสูญเสียทุกอย่างกลับไปทีละนิด ๆ

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดไม่ใช่แค่เทคนิคการแต่งหน้าและ CGI ที่ทำให้แบรด พิตต์ ดูแก่–เด็กได้อย่างแนบเนียน แต่คือการเล่าชีวิตที่เรียบง่ายมาก ๆ ของคนคนหนึ่งให้กลายเป็นบทกวีเกี่ยวกับ “เวลา” และ “ความรัก” หนังไม่ได้พยายามตีความคอนเซ็ปต์การถอยวัยแบบซับซ้อนทางวิทยาศาสตร์ แต่ใช้มันเป็นตัวขยายความรู้สึกเหงาและความไม่เท่าเทียมของเวลาในความสัมพันธ์มนุษย์ คนสองคนอาจรักกันมากแค่ไหน แต่ถ้าเวลาไม่เข้าข้าง ความสัมพันธ์ก็ย่อมเปราะบางอยู่ดี

บรรยากาศของหนังเต็มไปด้วยภาพสวย ๆ แสงนุ่ม ๆ และดนตรีของ Alexandre Desplat ที่ละมุนแต่แฝงด้วยความหม่น ทำให้ทั้งเรื่องเหมือนภาพถ่ายเก่า ๆ ในอัลบั้มที่เราเปิดดูแล้วคิดถึงใครบางคนที่อาจไม่มีวันได้กลับมาอีกแล้ว ทุกช่วงวัยของเบนจามินคือหนึ่งบทเรียนในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการออกเดินทาง การผิดหวัง การพบเพื่อนร่วมทางชั่วคราว หรือการยอมรับว่าทุกสิ่งต้องจากไป

สปอยล์ :


เมื่อเบนจามินกลับมาหาเดซี่ในวัยหนุ่มรูปร่างปกติ ทั้งสองจึงเริ่มสร้างครอบครัวเล็ก ๆ ด้วยกัน เดซี่กลายเป็นนักเต้นชื่อดัง ส่วนเขาเป็นชายหนุ่มที่แม้จะรู้อดีตตัวเองแปลกแค่ไหน แต่ก็ต้องการใช้ชีวิตธรรมดา ๆ อย่างคนทั่วไป ทว่าความสุขนี้อยู่ได้ไม่นาน เพราะเวลาทางร่างกายของทั้งสองเริ่มแยกจากกันอีกครั้ง เบนจามินจะยิ่งหนุ่มลงเรื่อย ๆ ในขณะที่เดซี่เริ่มแก่ขึ้น

เมื่อเดซี่ตั้งครรภ์ เบนจามินเริ่มตระหนักว่า การที่ลูกต้องเติบโตมาพร้อมพ่อที่ “เด็กลง” ทุกวันอาจกลายเป็นภาระทางอารมณ์ เขาจึงเลือกเดินออกจากชีวิตของเธอทิ้งไว้เพียงเงินเก็บและความทรงจำ เขาออกเดินทางไปเรื่อย ๆ ปล่อยให้เวลาเปลี่ยนร่างกายของเขาไปโดยไม่มีใครรู้

หลายสิบปีต่อมา เดซี่ซึ่งแก่ตัวลงและกลายเป็นหญิงชราถูกเรียกให้ไปที่สถานสงเคราะห์เด็ก ที่นั่นมีเด็กชายคนหนึ่งสายตาว่างเปล่า ๆ มีเอกสารระบุชื่อ “เบนจามิน บัตตัน” เขาเหลือเพียงร่างกายของเด็ก แต่จิตใจเริ่มเสื่อมถอยเหมือนคนชรา เดซี่ย้ายเข้าไปดูแลเขาในบ้านพักคนชราเดิมที่เขาเคยอยู่ ป้อนข้าว เล่านิทาน และดูแลเขาเหมือนลูกคนหนึ่งมากกว่าจะเป็นคนรักเก่า

ท้ายที่สุด เบนจามินหายไปในอ้อมแขนของเดซี่ในสภาพทารกที่แทบไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว แต่ในสายตาของเธอ เขายังคือชายคนเดิมที่เคยเต้นรำด้วยกันในคืนที่ชีวิตทั้งคู่ยังบรรจบกันพอดี หลังเล่าทุกอย่างให้ลูกสาวฟัง เดซี่ก็สิ้นใจลงพร้อมกับเสียงลมพายุที่พัดผ่าน เหลือเพียงบันทึกของเบนจามินและนาฬิกาที่เคยเดินถอยหลังเป็นสัญลักษณ์ของเวลาที่ไม่มีวันหวนกลับ

บทวิจารณ์ :
The Curious Case of Benjamin Button เป็นหนังที่หลายคนมองว่าเชื่องช้า แต่สำหรับคนที่อินกับธีม “ชีวิต–เวลา–ความรัก” มันคือหนึ่งในประสบการณ์หนังที่งดงามและเจ็บปวดที่สุดเรื่องหนึ่ง ภาพของชายที่เกิดมาแก่ แล้วค่อย ๆ หนุ่มขึ้น ในขณะที่คนรอบตัวแก่ลงทีละคน เป็นภาพเปรียบเปรยที่ชัดเจนมากว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงไหนของชีวิต ทุกคนกำลัง “เดินผ่านกันไป” เสมอ

การแสดงของแบรด พิตต์ และเคต แบลนเช็ตต์ มีความละเมียดละไม ไม่ต้องใช้ดราม่ารุนแรง แต่ใช้สายตาและท่าทางเล็ก ๆ ในการสื่อว่าแต่ละช่วงเวลา ทั้งคู่รู้สึกอย่างไรกับกันและกัน โดยเฉพาะช่วงที่อายุร่างกายของทั้งสองเท่า ๆ กัน เราสัมผัสถึงความหวานปนขมที่รู้ว่า “มันจะอยู่แบบนี้ไม่นาน” อยู่ใต้ลมหายใจของทุกฉาก

หนังยังพูดถึงประเด็นการยอมรับตัวเอง การเกิดมา “ไม่เหมือนคนอื่น” และการใช้ชีวิตโดยไม่รู้ว่าจุดจบจะมาในรูปแบบไหน ทุกตัวละครสำคัญที่โคจรมาพบเบนจามิน ไม่ว่าจะเป็นกัปตันเรือ นายทหาร คนรักชั่วคราว หรือคนในครอบครัว ล้วนทิ้งร่องรอยไว้ในชีวิตเขา และเขาก็ทิ้งบางอย่างไว้ในใจพวกเขาเช่นกัน เหมือนที่เขาพูดไว้ในตอนท้ายว่า คนเราต่างก็ “ผ่านมาเพื่อมีความหมายบางอย่างให้กันและกัน” ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว

ตัวอย่างหนังจาก YouTube


 

Author: jackson

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *